ใครบอกว่าญี่ปุ่นหน้าร้อนไม่น่าเที่ยว? เราเองก็เคยคิดแบบนั้นเหมือนกัน เพราะแค่คิดถึงอากาศร้อน ๆ เดินกลางแดดทั้งวันก็เริ่มเหนื่อยแล้ว 555 แต่พอได้มาฟุกุโอกะในเดือนกรกฎาคม แล้วบังเอิญทริปนี้ตรงกับช่วง Hakata Gion Yamakasa พอดี ความคิดนั้นก็เปลี่ยนไปเลย
ช่วงเทศกาล เมืองฮากาตะดูคึกคักกว่าที่เราคิดไว้มาก เดินไปทางไหนก็เจอผู้คนในชุดฮัปปิ เห็น Yamakasa ตั้งอยู่ตามจุดต่าง ๆ ของเมือง และพอได้ยินเสียงตะโกนของผู้ร่วมขบวนดังขึ้นพร้อมกับเสียงเชียร์ของคนที่ยืนรออยู่สองข้างทาง มันมีพลังบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกว่า “เออ… นี่แหละที่อยากมาเห็นด้วยตาตัวเอง”
สุดท้ายแล้วทริปหน้าร้อนที่ตอนแรกคิดไว้ว่าคงจำได้แค่ว่า ร้อนมาก กลับกลายเป็นทริปที่ทำให้เราหลงรักฟุกุโอกะในอีกมุมหนึ่ง และทำให้รู้ว่า บางทีเสน่ห์ของญี่ปุ่นก็ไม่ได้มีแค่ซากุระ ใบไม้แดง หรือหิมะ แต่หน้าร้อนก็มีเรื่องราวของมันเหมือนกัน
รู้จักกับเทศกาล Hakata Gion Yamakasa กัน
ก่อนจะพาไปดูบรรยากาศจริง ๆ มารู้จักกับ Hakata Gion Yamakasa กันสักหน่อย
Hakata Gion Yamakasa เป็นเทศกาลฤดูร้อนเก่าแก่ของเมืองฮากาตะที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีระหว่างวันที่ 1–15 กรกฎาคม โดยมี ศาลเจ้า Kushida Shrine เป็นศูนย์กลางของเทศกาล และเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนานกว่า 780 ปี แล้ว

ถ้าย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้น มีเรื่องเล่าว่าในปี ค.ศ. 1241 พระภิกษุชื่อ Shoichi Kokushi ได้ขึ้นไปบนแท่นและพรมน้ำมนต์ไปรอบเมืองเพื่ออธิษฐานให้โรคระบาดหมดไป ก่อนที่พิธีดังกล่าวจะค่อย ๆ พัฒนากลายมาเป็นเทศกาล Yamakasa อย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน แม้ที่มาของเทศกาลจะมีอยู่หลายทฤษฎีก็ตาม
แต่สิ่งที่ทำให้งานนี้น่าตื่นเต้นสำหรับเรา ไม่ใช่แค่เรื่องของประวัติศาสตร์นะ เพราะพอมาเห็นของจริงแล้วจะรู้เลยว่า Yamakasa ไม่ใช่เทศกาลที่มีไว้แค่ตั้งขบวนสวย ๆ ให้ถ่ายรูป
พระเอกของงานก็คือสิ่งที่เรียกว่า “Yamakasa” ซึ่งแบ่งออกเป็นสองแบบหลัก ๆ แบบแรกคือ Kazariyama ขบวนขนาดใหญ่ที่ตกแต่งอย่างอลังการ ตั้งโชว์อยู่ตามจุดต่าง ๆ ทั่วเมือง ส่วนอีกแบบคือ Kakiyama ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ผู้ร่วมขบวนแบกวิ่งไปตามถนนจริง ๆ โดยแต่ละทีมจากย่านต่าง ๆ ของ Hakata จะร่วมกันสืบทอดประเพณีนี้ต่อมา
และไฮไลต์ที่เรียกได้ว่าเป็นจุดพีกของทั้งเทศกาลก็คือ Oiyama ในเช้ามืดวันที่ 15 กรกฎาคม เมื่อขบวนแรกเริ่มออกจาก Kushida Shrine ตอน 04:59 น. ก่อนที่แต่ละทีมจะพา Kakiyama วิ่งไปตามเส้นทางในเมืองท่ามกลางเสียงตะโกน เสียงเชียร์ และผู้คนที่มารอดูกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง
แค่ดูรูปหรือคลิปก็รู้สึกว่าน่าสนใจแล้ว แต่ของจริงมันมีทั้งเสียง ความเร็ว ความวุ่นวาย และพลังของคนทั้งเมืองอยู่ในนั้น ซึ่งนี่แหละเป็นเหตุผลที่ทำให้เราอยากมาเห็น Hakata Gion Yamakasa ด้วยตาตัวเองสักครั้ง
ไปดู Oiyamanarashi กัน
ช่วงบ่ายแก่ ๆ ผมกับเพื่อนพากันขึ้นรถไฟไปลงที่ สถานี Gion ก่อนจะเดินต่อไปยังบริเวณศาลเจ้า Kushida เพื่อจับจองที่สำหรับชม Oiyamanarashi หรือการซ้อมใหญ่ก่อนการแข่งขันจริงของ Hakata Gion Yamakasa
และแน่นอนว่า… อากาศร้อนมาก 555 ร้อนแบบที่เดินอยู่เฉย ๆ เหงื่อก็ออกแล้ว ผมเลยไม่ลืมที่จะติดน้ำไปด้วย เอาไว้จิบแก้กระหายระหว่างยืนรอ
พอมาถึงบริเวณศาลเจ้า คนก็มาจับจองพื้นที่กันพอสมควรแล้ว พวกเราเลยรีบหาที่เหมาะ ๆ แล้วยืนรอกันอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางแดดบ่ายที่เรียกได้ว่าร้อนเปรี้ยง ถึงจะมีร่มติดตัวมาด้วยก็ไม่ค่อยกล้ากางเท่าไหร่ เพราะกลัวจะไปบังหรือรบกวนคนอื่นที่มายืนรอชมเหมือนกัน สุดท้ายก็เลยได้แต่ยืนตากแดดกันไป… นี่สินะ หน้าร้อนญี่ปุ่นของจริง 555
แต่ระหว่างที่รอเวลา 15:59 น. บรรยากาศรอบ ๆ ก็เริ่มน่าสนใจขึ้นเรื่อย ๆ
เริ่มมีหนุ่ม ๆ ญี่ปุ่นในชุดประจำเทศกาล ทั้งเสื้อ Mizu Happi กับผ้าคาดเอวแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า Shimekomi มายืนรวมตัวกันตามจุดต่าง ๆ บางกลุ่มก็กำลังเตรียมตัว บางกลุ่มก็วิ่งผ่านไปมาเหมือนเป็นการวอร์มร่างกายก่อนเริ่มงาน

ที่น่ารักเป็นพิเศษคือพวกเด็ก ๆ ที่แต่งตัวมาแบบเดียวกับผู้ใหญ่ วิ่งกันเป็นกลุ่มไปตามถนน พร้อมกับตะโกนเสียงดังเป็นจังหวะว่า
“โออิซะ! โออิซะ! โออิซะ!”
แล้วก็วิ่งหายไปตามทาง
ตอนนั้นยังไม่ทันได้เห็น Yamakasa วิ่งจริง ๆ เลยนะ แต่แค่บรรยากาศรอบตัว เสียงตะโกนที่ดังมาเป็นระยะ ๆ กับผู้คนในชุดเทศกาลที่เดินผ่านไปมา ก็เริ่มทำให้รู้สึกแล้วว่า งานกำลังจะเริ่มจริง ๆ แล้ว
โออิซะ! โออิซะ! โออิซะ! การซ้อมใหญ่เริ่มขึ้นแล้ว
และแล้วเวลา 15:59 น. ก็มาถึง
จากบรรยากาศที่ก่อนหน้านี้ยังมีผู้คนเดินไปเดินมา เสียงรอบตัวเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ทุกสายตาหันไปยังทิศทางเดียวกัน ก่อนจะมีเสียงสัญญาณดังขึ้น แล้วเสียง “โออิซะ! โออิซะ!” ก็ค่อย ๆ ดังใกล้เข้ามา
ทีมแรกเตรียมพร้อมอยู่ที่จุดออกตัว ก่อนที่ทุกคนจะพากันวิ่งออกไปอย่างเต็มกำลัง ภาพของ Kakiyama ที่ถูกแบกผ่านตรงหน้าเกิดขึ้นเร็วมาก จากที่เมื่อครู่ยังมองเห็นอยู่ชัด ๆ เพียงไม่กี่อึดใจก็วิ่งผ่านและหายลับไปจากสายตาแล้ว เหลือไว้เพียงเสียง “โออิซะ! โออิซะ!” ที่ยังดังต่อเนื่องไปตามถนน
หลังจากขบวนผ่านไป ก็มีเสียงประกาศอะไรบางอย่างดังขึ้น ตอนนั้นฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ออกหรอก 555 แต่จากปฏิกิริยาของคนที่ยืนอยู่รอบ ๆ ที่พากันส่งเสียงฮือฮา ก็น่าจะเป็นการประกาศเวลาที่แต่ละทีมทำได้
ระหว่างที่ขบวนกำลังวิ่ง สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาผมมากคือไม่ได้มีแค่ผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ยังมีทั้งเด็กหญิง เด็กชาย และผู้คนหลากหลายวัยวิ่งไปพร้อม ๆ กัน ทำให้รู้สึกว่านี่ไม่ใช่แค่เทศกาลของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เหมือนเป็นงานของคนทั้งชุมชนจริง ๆ
อีกอย่างที่เห็นตลอดเส้นทางคือการสาดน้ำลงบนถนนและใส่ผู้ร่วมขบวน ตอนแรกก็แอบนึกถึง สงกรานต์บ้านเรา ขึ้นมาเลย 555 ต่างกันตรงที่ที่นี่เขาไม่ได้สาดน้ำเล่นกัน แต่น้ำนี้เรียกว่า Kioimizu ใช้สาดเพื่อช่วยคลายความร้อนให้กับผู้แบกและตัว Yamakasa ระหว่างที่ต้องวิ่งกันกลางอากาศร้อน ๆ แบบนี้
พอทีมหนึ่งวิ่งผ่านไป ทีมถัดไปก็ทยอยเข้ามาตั้งขบวนรอออกตัวต่อทันที วนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนผมเริ่มรู้สึกว่า จุดที่พวกเรายืนอยู่นี่ก็เหมือนเป็นจุดยุทธศาสตร์เหมือนกันนะ เพราะได้เห็นทั้งช่วงก่อนออกตัว ตอนตั้งขบวน และวินาทีที่แต่ละทีมเริ่มวิ่งออกไปแบบใกล้ ๆ
หลังจากนั้นแต่ละทีมก็ทยอยเข้ามาตั้งขบวนและออกวิ่งต่อกันไปเรื่อย ๆ จนแทบไม่ทันได้พักสายตา ถึงตอนนี้ผมอาจจำไม่ได้แล้วว่าแต่ละทีมชื่ออะไร หรือทีมไหนวิ่งเป็นลำดับที่เท่าไหร่ แต่สิ่งที่ยังจำได้ชัดคือพลังของผู้คน เสียง “โออิซะ! โออิซะ!” ที่ดังไปทั่วบริเวณ และบรรยากาศรอบ ๆ ที่ทำให้พวกเรายืนดูอยู่กลางแดดร้อนได้นานกว่าที่คิด
ถึงจะสนุกแค่ไหน แดดก็ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ 555 ตอนนั้นเริ่มรู้สึกแสบหน้าแล้ว โดยเฉพาะบริเวณหลังคอที่โดนแดดตรง ๆ แบบไม่มีอะไรบัง เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งของฝากจากหน้าร้อนฟุกุโอกะที่ได้กลับมาด้วยเลย
บางทีการมาเที่ยวเทศกาลแบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องจำทุกรายละเอียดก็ได้ ไม่ต้องรู้ว่าทีมไหนเป็นทีมไหน หรือใครทำเวลาได้เท่าไหร่ แค่ได้มายืนอยู่ตรงนั้น ได้เห็น ได้ยิน และรู้สึกไปพร้อมกับผู้คนรอบตัว สำหรับผม แค่นั้นก็เป็นความทรงจำที่ดีมากพอแล้ว
จบ Yamakasa แล้ว แต่วันนี้ยังไม่จบ
หลังจากดู Oiyamanarashi จบ พวกเราก็เดินออกมาจากบริเวณศาลเจ้า Kushida พร้อมสภาพที่เรียกได้ว่าโดนแดดฟุกุโอกะเล่นงานไปเต็ม ๆ โดยเฉพาะผมที่เริ่มรู้สึกแสบทั้งหน้าและบริเวณหลังคอแล้ว 555
ภารกิจต่อไปเลยกลายเป็นการรีบหาร้านขายยาเพื่อซื้อครีมมาทาผิวก่อน เพราะทริปนี้เพิ่งเริ่มต้น เรายังมีที่ให้ไปเที่ยวกันอีกหลายวัน จะปล่อยให้ตัวเองไหม้ตั้งแต่วันแรกก็คงไม่ไหว และที่สำคัญคือ ไม่อยากกลับไทยไปในสภาพสีผิวแบ่งเป็นสองโทน 555
จัดการเรื่องผิวกันเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินเที่ยวต่อแบบชิล ๆ คราวนี้ขอหลบแดดเข้าไปเดินเล่นในห้างกันบ้าง หลังจากยืนตากแดดมาหลายชั่วโมง แค่ได้เดินอยู่ในห้องแอร์ก็รู้สึกเหมือนได้ชีวิตกลับคืนมาอีกครั้ง

เราแวะเดินเล่นที่ Canal City Hakata ดูร้านนู้นร้านนี้ไปเรื่อย ๆ ก่อนจะหยุดดูโชว์น้ำพุตรงลานกลางห้าง บรรยากาศตรงนี้ต่างจากเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนแบบคนละเรื่อง จากเสียง “โออิซะ! โออิซะ!” กับผู้คนที่กำลังวิ่งกันเต็มถนน กลายมาเป็นเสียงเพลง เสียงน้ำพุ และคนที่กำลังเดินเล่นกันแบบสบาย ๆ
แต่เดินมาตั้งแต่บ่าย แถมยืนตากแดดดู Yamakasa กันตั้งนาน แน่นอนว่าสิ่งต่อไปที่เริ่มเรียกร้องความสนใจก็คือ… ท้อง
และมาฟุกุโอกะทั้งที มื้อเย็นวันนี้เราก็มีของที่ตั้งใจไว้ว่าจะต้องกินให้ได้ นั่นก็คือ Motsunabe หม้อไฟเครื่องในสไตล์ฮากาตะที่เป็นหนึ่งในเมนูขึ้นชื่อของเมืองนี้
จากเทศกาลหน้าร้อนกลางแดดเปรี้ยง ๆ เรากำลังจะไปปิดท้ายวันด้วยหม้อไฟร้อน ๆ อีกที…
ใช่ครับ ร้อนทั้งวันจริง ๆ 555
ตอนที่อยู่ฟุกุโอกะ ผมพูดกับเพื่อนแทบทั้งทริปว่า “ไม่เอาแล้ว ญี่ปุ่นหน้าร้อน เหนื่อยมาก 555” ทั้งแดด ทั้งเหงื่อ ทั้งความร้อนที่ทำให้แค่เดินจากที่หนึ่งไปอีกที่ก็หมดแรงแล้ว
แต่แปลกดีนะ พอกลับมาแล้ว เวลานึกถึงวันนั้น ผมกลับไม่ได้จำแค่ว่ามันร้อนแค่ไหน แต่กลับคิดถึงเสียง “โออิซะ! โออิซะ!” ผู้คนที่ยืนอยู่สองข้างทาง เด็ก ๆ ที่วิ่งไปพร้อมกับขบวน แดดแรง ๆ หน้าแสบ ๆ แล้วก็หม้อ Motsunabe ร้อน ๆ ในตอนเย็น
สิ่งที่ตอนอยู่ตรงนั้นเคยคิดว่า “ครั้งเดียวพอ” วันนี้กลับกลายเป็น “ถ้ามีโอกาส อยากไปอีกจัง”
บางทีความทรงจำจากการเดินทางก็เป็นแบบนี้ ตอนที่เราอยู่ในนั้นอาจจะเหนื่อยจนอยากกลับ แต่พอเวลาผ่านไป กลับเป็นช่วงเวลาเหล่านั้นเองที่ทำให้เราอยากเดินทางกลับไปหาอีกครั้ง
แล้วดูเหมือนว่าฟุกุโอกะหน้าร้อนจะทำแบบนั้นกับผมเข้าแล้ว 555
ส่วน Motsunabe ที่พูดถึงเมื่อกี้… อร่อยจนพวกเราสั่งเพิ่มอีก 2 ชุด 555 ถ้าอยากรู้ว่ามันดีขนาดไหน ผมแยกเรื่องไว้ให้อ่านต่อแล้วตรงนี้เลย "Hakata Motsunabe Maedaya อร่อยแค่ไหน? ถึงกับต้องสั่งเพิ่มอีก 2 ชุด"







