หลังจากเหนื่อยมาทั้งวันจากการไปดูเทศกาล Hakata Gion Yamakasa ยืนตากแดดกันมาตั้งแต่ช่วงบ่าย ทั้งร้อน ทั้งหิว และพลังงานก็เริ่มใกล้จะหมด สิ่งเดียวที่คิดอยู่ตอนนั้นก็คือ เย็นนี้ต้องได้กินอะไรอร่อย ๆ สักอย่างแล้วล่ะ 555
และเพราะมาถึงฟุกุโอกะทั้งที หนึ่งในเมนูที่ผมตั้งใจไว้ตั้งแต่ก่อนเดินทางว่าจะต้องลองให้ได้ก็คือ Motsunabe หม้อไฟเครื่องในวัวขึ้นชื่อของฮากาตะ ซึ่งร้านที่พวกเราปักหมุดเอาไว้สำหรับมื้อนี้ก็คือ Hakata Motsunabe Maedaya
ตอนแรกก็คิดแค่ว่า ไหน ๆ มาถึงแล้วก็ต้องลองของขึ้นชื่อสักหน่อย แต่ไม่คิดเหมือนกันว่ามื้อที่ตั้งใจมาแค่ลองให้รู้ จะกลายเป็นหนึ่งในมื้อที่ประทับใจที่สุดของทริป
เพราะสุดท้าย… อร่อยจนต้องสั่งเพิ่มอีก 2 ชุด 555
มาฟุกุโอกะทั้งที ต้องลอง Motsunabe

พอเดินมาถึง Hakata Motsunabe Maedaya ก็พบว่า… ไม่ได้มีแค่พวกเราที่คิดแบบนั้น 555 หน้าร้านมีคนยืนรอคิวกันอยู่พอสมควร แถมตัวร้านเองก็ไม่ได้ใหญ่มาก พวกเราได้คิวที่ 3 ก็เลยยืนรอกันไปแบบใจเย็น ๆ
คิวแรกผ่านไป… คิวที่สองผ่านไป…
ต่อไปก็ต้องคิวเราแล้วสิ!
แต่ระหว่างที่ยืนรอ ผมก็แอบส่องเข้าไปในร้าน แล้วเห็นว่าพนักงานกำลังเก็บโต๊ะเล็ก ๆ โต๊ะหนึ่งอยู่ ในใจก็เริ่มคิดแล้วว่า
“เอ๊ะ… โต๊ะนี้จะนั่งพวกเรา 3 คนได้จริงเหรอ?”
และก็เป็นไปตามคาดครับ 555
พนักงานเดินออกมาขอให้พวกเรายอมให้คิวถัดไป ซึ่งมีจำนวนคนน้อยกว่า เข้าไปก่อน เพราะโต๊ะที่ว่างอยู่เหมาะกับพวกเขามากกว่า ซึ่งพวกเราก็ไม่ได้ติดอะไร เข้าใจสถานการณ์ดี เลยบอกว่าได้ ไม่มีปัญหา
สิ่งที่น่ารักคือระหว่างที่ให้เรารอต่อ พนักงานก็เอาผ้าเย็นมาให้เช็ดหน้า พร้อมกับเอาพัดมาให้คลายร้อนด้วย หลังจากยืนตากแดดมาตลอดช่วงบ่าย บอกเลยว่าของเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ช่วยชีวิตได้มาก 555
แล้วก็รอกันอีกไม่นาน…
ในที่สุดก็ถึงคิวของเราสักที!
รอมาตั้งนาน ได้กินสักที
แน่นอนว่ามาถึงร้าน Motsunabe แล้ว จะไม่สั่ง Motsunabe ก็คงไม่ได้ ซึ่งทางร้านกำหนดให้สั่งตามจำนวนคน พวกเราเลยจัดหม้อไฟสำหรับ 3 คนไปเลย พร้อมกับ เมนไทโกะย่าง ข้าวเปล่าคนละถ้วย และแน่นอน… เบียร์เย็น ๆ
หลังจากสั่งไปไม่นาน พนักงานก็นำอาหารเรียกน้ำย่อยมาเสิร์ฟ เป็นเหมือนซูชิหน้าปลาไหลให้คนละหนึ่งชิ้น ก่อนที่พระเอกของมื้อนี้จะตามมา



หม้อ Motsunabe ใบใหญ่ถูกยกมาวางตรงหน้า
ว้าวววว… น่ากินมากกกก
แค่เห็นน้ำซุปเดือด ๆ กับเครื่องในและผักเต็มหม้อก็หิวกว่าเดิมแล้ว ผมไม่รอช้า ขอเริ่มจากตักน้ำซุปขึ้นมาชิมก่อนเลย
แล้วคำแรกที่เข้าปากคือ…
โหหห นี่สินะรางวัลสำหรับคนรอคอย 555
มันอร่อยมากกก แบบที่รู้สึกเลยว่าไม่เสียใจที่มายืนต่อแถว น้ำซุปมีความนัว กลมกล่อม กินแล้วหยุดไม่ได้ ยิ่งพอกินคู่กับเครื่องในวัวที่นุ่ม ๆ มัน ๆ คือเข้ากันแบบโคตรดี แล้วพอมีข้าวญี่ปุ่นร้อน ๆ ตามเข้าไปอีก…
สวรรค์สุด ๆ
อร่อยขนาดไหน? ก็สั่งเพิ่มอีก 2 ชุดไปเลยสิครับ 555
ถ้าถามว่าอร่อยขนาดไหน…
จากตอนแรกที่สั่งตามจำนวนคนกันไป พอกินไปสักพักพวกเราก็มองหน้ากัน แล้วเหมือนจะได้ข้อสรุปตรงกันแบบไม่ต้องพูดอะไรกันเยอะว่า
เอาเพิ่มอีกครับ 555
สุดท้ายพวกเราสั่ง Motsunabe เพิ่มอีก 2 ชุด แบบแทบไม่ต้องคิด ซึ่งสำหรับผมนี่น่าจะเป็นรีวิวที่ชัดที่สุดแล้วว่าอร่อยแค่ไหน เพราะถ้าไม่ได้ถูกใจจริง กินชุดแรกหมดแล้วก็คงพอ แต่ของร้านนี้คือ ยิ่งกินยิ่งอยากกินต่อ
พอกินไปเรื่อย ๆ น้ำซุปก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น รสชาติจากเครื่องในและผักค่อย ๆ ลงไปอยู่ในน้ำซุปมากขึ้น ยิ่งตักกินกับข้าวญี่ปุ่นร้อน ๆ แล้วตัดด้วยเบียร์เย็น ๆ คือดีมาก จนลืมไปเลยว่าไม่กี่ชั่วโมงก่อนเรายังยืนตากแดดจนหน้าแสบกันอยู่ 555
มื้อนี้เลยกลายเป็นอีกหนึ่งความประทับใจของทริปแบบไม่รู้ตัว
จากตอนแรกที่ยืนรอหน้าร้านกลางอากาศร้อน ๆ แถมยังต้องปล่อยให้คิวถัดไปเข้าไปก่อน จนแอบคิดอยู่เหมือนกันว่าเมื่อไหร่จะได้กินสักที แต่พอได้นั่งลงแล้วชิมคำแรก ทุกอย่างก็เหมือนถูกชดเชยกลับมาหมด
Hakata Motsunabe Maedaya เลยกลายเป็นร้านที่ผมรู้สึกว่า
“ดีนะที่เรายอมรอ”
และการที่พวกเราจบมื้อนี้ด้วยการสั่งเพิ่มอีกถึง 2 ชุด ก็น่าจะบอกได้ดีแล้วว่าเราชอบกันขนาดไหน 555
แล้วคุ้มกับการรอไหม?
สำหรับผมตอบได้เลยว่า คุ้มมาก
ทั้งน้ำซุปที่นัวและกลมกล่อม เครื่องในวัวนุ่ม ๆ ผักที่ค่อย ๆ ซึมรสชาติของน้ำซุปเข้าไป ยิ่งกินคู่กับข้าวร้อน ๆ และเบียร์เย็น ๆ หลังจากเหนื่อยมาทั้งวัน มันเป็นมื้อที่ลงตัวแบบพอดีมาก
ตอนแรกผมแค่อยากลอง Motsunabe เพราะเป็นหนึ่งในของขึ้นชื่อของฟุกุโอกะ แต่หลังจากมื้อนี้ มันกลายเป็นหนึ่งในอาหารที่ถ้าได้กลับมาฟุกุโอกะอีกครั้ง ผมก็อยากกลับมากินอีกแน่นอน
ดังนั้นถ้าใครกำลังมองหาร้าน Motsunabe ในฟุกุโอกะ และไม่ติดเรื่องการรอคิว Hakata Motsunabe Maedaya เป็นอีกร้านที่ผมอยากแนะนำให้ลองสักครั้ง
ส่วนใครสงสัยว่า ก่อนจะมานั่งกินหม้อไฟกันแบบหิวโซขนาดนี้ พวกเราไปทำอะไรกันมาทั้งวัน…
ผมเล่าเอาไว้แล้วในบท “ครั้งแรกกับ Hakata Gion Yamakasa เทศกาลที่ทำให้เราหลงรักหน้าร้อนของฟุกุโอกะ”
ตามไปอ่านเรื่องราวของวันนั้นกันต่อได้เลย :)

